Happy new year 2010 ขอให้รวยๆ กันทุกๆๆคนนะค่ะ


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Mobie 084-7092099,081-3542293 , 084-5242169
email: boydevelop@gmail.com


หน้าแรก บริษัทของเรา เว็บบอร์ด ปูแดง แผนการตลาดของเรา สั่งซื้อสินค้า ติดต่อเรา/โอนเงินสมัครทำธุรกิจ



 

ตารางเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ปูแดงกับปุ๋ยเคมีทั่วไป

การใช้ปุ๋ยเคมีทั่วไป

การใช้ปุ๋ยเคมีผสมปุ๋ยอินทรีย์ปูแดง

จะมีฤทธิ์เป็นกรด ยิ่งใช้ ดินยิ่งเป็นกรด ดินจะเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ

มีฤทธิ์ด่างเล็กน้อย ยิ่งใช้ ปรับสภาพดินให้เหมาะ
กับพืชทุกชนิดไว้ใช้ในการเจริญเติบโตยิ่งใช้ดินก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ

เป็นปุ๋ยที่ละลายเร็ว สูญเสียได้ง่าย เมื่อฝนตกหรือมีแสงแดดจัด

เป็นปุ๋ยที่ละลายช้า ค่อยๆสลายตัว พืชดูดซึมไปใช้ได้อย่างเต็มที่

เป็นปุ๋ยที่ช่วยเร่งให้พืชเจริญเติบโตได้อย่าง
รวดเร็ว แบะหมดฤทธิ์อย่างรวดเร็ว

เป็นปุ๋ยที่ช่วยเร่งให้พืชเจริญเติบโตได้รวดเร็วและออกฤทธิ์ต่อเนื่อง ทำให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ปุ๋ยยังอยู่ในดินได้นาน

ไม่มีสารที่ช่วยในการดักจับปุ๋ย ทำให้แสงแดด
น้ำฝน อากาศ พัดพาปุ๋ยเคมีให้สูญเสียไป ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าเกษตรสูงขึ้น

มีกรดฮิวมิคทำหน้าที่เป็นคีเลตตรึงปุ๋ยให้ยึดติดกับดินไม่ให้น้ำพัดพาไป และปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชเมื่อพืชต้องการใช้

ยิ่งใช้นานๆเข้า จะทำให้ดินแข็งรากพืชเดิอน
ไม่สะดวก

ทำให้ดินร่วนซุย รากพืชเดินได้สะดวก

ยิ่งใช้มากยิ่งเกิดโรคมากขึ้น

ทำให้พืชแข็งแรง ต่อต้านโรคได้ดียิ่งขึ้น

ยิ่งใช้มากแมลงยิ่งมากทั้งบนดินและใต้ดินเพราะแมลงทุกๆชนิดจะชอบสารไนเตรท

ยิ่งใช้แมลงจะลดน้อยลง ทั้งบนดินและใต้ดิน

ยิ่งใช้กับพืชผักผลไม้มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้พืชผักผลไม้ยิ่งขาดรสชาติ

ยิ่งใช้ พืชผักผลไม้จะมีรสชาติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นที่ต้องการของตลาด

ต้องเพิ่มผริมาณปุ๋ยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจะได้ผลผลิตเท่าเดิม

ยิ่งใช้ผลผลิตยิ่งเพิ่มขึ้น อายุการใช้ผลผลิตก็จะมากขึ้น

ยิ่งใช้ ธาตุอาหารและจุลินทรีย์จะหมดไปเรื่อยๆ

ธาตุอาหารและจุลินทรีย์จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สามารถลดปุ๋ยเคมีน้อยลงเรื่อยๆ

 

อาการขาดธาตุอาหารของพืช

1) ไนโตรเจน การเจริญเติบโตจะหยุดชะงัก และใบมีสีเหลืองซีดจากการขาดคลอโรฟิลล์
โดยเฉพาะบริเวณใบแก่ ใบอ่อนจะยังคงมีสีเขียวนานกว่า ในพืชพวกข้าวโพดและมะเขือเทศ
ลำต้น ก้านใบ ผิวใบด้านล่างเปลี่ยนเป็นสีม่วงได้ อาการเป็นพิษ : พืชมีสีเขียวเข้มร่วมกับอาการเฝือใบ ระบบรากถูกจำกัด ในมันฝรั่งจะมีหัวเล็กลง  การออกดอกออกผลของพืชจะช้าลง (พืชแก่ช้า)

2) ฟอสฟอรัส: พืชจะแคระแกร็นและมีสีเขียวเข้ม มีการสะสมสารสีของแอนโทไซยานิน อาการขาดเบื้องต้นจะเกิดในใบแก่และทำให้พืชแก่ช้า: บางครั้งอาการที่ปรากฏจะคล้ายกับอาการขาดธาต ุทองแดงและสังกะสี หากได้รับฟอสฟอรัสมากเกินไป

3) โพแทสเซียม:
ในเบื้องต้นสังเกตได้ที่ใบแก่ในพืชใบเลี้ยงคู่ ใบจะมีสีซีด ในระยะต่อมาจะพบจุดสีเข้ม
ที่เนื้อใบตายกระจายเป็นจุด ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวหลายชนิดบริเวณปลายใบและเส้นใบ จะตายก่อน
อาการขาดโพแทสเซียมในข้าวโพด ลำต้นจะอ่อนแอเนื่องจากพืชมักจะดูดใช้โพแทสเซียมมากเกินไป ในส้ม
ผลส้มจะมีผิวหยาบ เมื่อพืชดูดใช้โพแทสเซียมที่มากเกินไปจะชักนำให้พืชมีอาการขาดแมกนีเซียมและ
เป็นไปได้ว่าจะขาดแมงกานีส, สังกะสี และเหล็ก

4) กำมะถัน: ไม่ค่อยจะพบมากนัก แต่ถ้าเกิดอาการขาดโดยทั่วไปใบมักจะมีสีเหลือง โดยเกิดที่ใบอ่อนก่อน
ลดการเจริญเติบโตและขนาดของใบ ซึ่งยากต่อการสังเกต บางครั้งพบว่าใบเหลืองหรือใบไหม

5) แมกนีเซียม: เกิดอาการซีดในพื้นที่ใบที่อยู่ระหว่างเส้นใบ ในขณะที่เส้นใบยังคงเขียวอยู่
อาการซีดจะเกิดที่ใบพื้นที่บริเวณใกล้เส้นกลางใบก่อนแล้วลามไปที่ปลายใบ โดยเกิดใน ใบแก่ก่อน 
มีข้อมูลน้อยมาก เนื่องจากยากต่อการสังเกต

6) แคลเซียม: การพัฒนาของตายอดจะชะงักการเจริญเติบโต และปลายรากจะตาย จะเกิดในใบอ่อนก่อนใบแก่
และเส้นใบจะบิดเบี้ยว มีจุดแห้งตายของใบ: ยากต่อการสังเกต มักเป็นร่วมกันกับอาการเป็นพิษจากคาร์บอเนต

7) เหล็ก: อาการซีดคล้ายกับอาการขาดแมกนีเซียมแต่เกิดขึ้นในใบแก่ ในสภาพธรรมชาติมักไม่พบชัดเจนนัก
แต่เมื่อมีการพ่นเหล็กกับพืชทดลองว่าปรากฏเป็นเนื้อเยื่อมีลายเป็นจุด ๆ

8) คลอรีน: ใบมีอาการเหี่ยวแล้วค่อย ๆเหลืองแล้วตายเป็นลำดับหรือบางครั้งมีสีบรอนด์เงินรากจะค่อยแคระแกรนและบางลงใกล้ปลายราก: ปลายใบหลังเส้นใบไหม้ เป็นสีบรอนด์ ใบเหลืองและใบร่วงและลางครั่งซีด
ขนาดใบเล็กลงอัตราการเจริญเติบโตลดลง

9) แมงกานีส: อาการแรกมักจะซีดตรงระหว่างเส้นใบในใบอ่อนหรือแก่ขึ้นอยู่กับชนิดพืชแผลเนื้อเยื่อตาย
และใบร่วงในเวลาต่อมา คลอโรพลาสต์ไม่ทำงาน บางครั้งมีสีซีดๆ อาการคล้ายกับขาดธาตุเหล็กในสับปะรด คือ
คลอโรฟิลล์ไม่กระจายตัวการเจริญเติบโตลดลง

10) โบรอน: อาการผันแปรตามชนิดของพืชลำต้นเนื้อเยื่อเจริญปลายรากมักตาย ปลายรากมักบวมมีสีซีดในเนื้อเยื่อพืชมักมีสีซีดไม่ทำงาน(โรคใบเน่าของพีท) ส่วนใบแสดงอาการต่าง ไปประกอบด้วยใบบาง แตกง่าย(ผุ)ใบหงิก เหี่ยวเฉาและเป็นจุดสีซีดปลายใบเหลืองตามด้วยเนื้อเยื่อใบตายจากปลายใบหรือเส้นใบไปยังแกนใบ

11) สังกะสี: ข้อปล้องของพืชสั้นและขนาดของใบเล็ก เส้นใบมักปิดหรือย่นบางครั้งซีดระหว่างใบ เกิดอาการซีดจากเหล็กเป็นพิษในพืช

12) ทองแดง: การขาดทองแดงในสภาพธรรมชาติหายากใบอ่อนมีสีเขียวแก่และปิดหรือผิดรูปไปและมักพบจุดแผลตายบนใบ: การเจริญเติบโตลดลงตามด้วยสีซีดจากเหล็กเป็นพิษ แคระแกรน ลดการแตกพุ่ม รากมีสีเข้ม และยางผิดปกติ

13) โมลิดีนัม: สีซีดในพื้นที่ระหว่างเส้นกลางใบหรือทั้งเส้นกลางใบในใบแก่ คล้ายกับอาการขาดไนโตรเจนบางครั้งแกนใบไหม้เกรียม: ยากต่อการสังเกตใบมะเขือเทศจะมีสีเหลืองทอง กล้ากะหล่ำดอกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงสด

 

 



เปิดอ่านกันแล้ว  2278  ครั้ง
ข้อมูลอ้างอิงจาก :  ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร

ติดต่อสอบถาม หรือข้อมูลอื่น ๆที่เบอร์ 084-7092099,081-3542293 (คุณบอย) หรือ 084-5242169 (คุณฝ้าย)
ทางทีมงาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆท่าน
www.Poodangthailand.com © 2009 ; Allright reserved by Poodangthailand Interactive